จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อผมลองพิสูจน์ลายนิ้วมือ!?

ประเทศญี่ปุ่นเป็นอีกประเทศนึงที่ใส่ใจการพัฒนาศักยภาพเด็กมากๆ
ถ้าเดินไปตามร้านหนังสือในประเทศญี่ปุ่นจะเห็นหนังสือสร้างเสริมพัฒนาการเด็กค่อนข้างหลากหลาย
และหนังสือเหล่านี้ขายดีมากๆ และเป็นที่ต้องการของเหล่าคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ที่อยากจะหล่อหล่อมให้ลูก
มีอัจฉริยะทั้งด้านปัญญาและอารมณ์
ผมขอยกตัวอย่างหนังสือบางเล่มที่ดังอยู่ตอนนี้ในญี่ปุ่นซักเล่มนึง

อย่างเล่มนี้มีชื่อว่า はじめてママ&パパのしつけと育脳
ซึ่งแปลว่า  “วิธีสร้างเสริมพัฒนาการสมอง และวิธีการอบรมสั่งสอนลูกน้อยสำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่”
เป็นซีรีย์เลี้ยงลูกที่ขายดีถล่มทลายในญี่ปุ่น ยอดขายมากกว่า 250,000 เล่มเชียวครับ
หนึ่งใจความสำคัญเค้าบอกว่าช่วง 0-3 ขวบเป็นช่วงที่พัฒนาสมองได้ดีที่สุด ส่วนทำอย่างไรเพื่อจะพัฒนาสมองลูกน้อย
คงต้องทำตามวิธีหนังสือเล่มนี้อย่างเป็นขั้นเป็นตอนตามหนังสือเล่มนี้

เห็นมั้ยครับ..ในญี่ปุ่นให้ความสำคัญเรื่องการพัฒนาสมองมากๆ
แล้วเพื่อนๆ คิดเหมือนผมมั้ยครับว่า แล้วเราจะรู้ได้ไงว่าเค้าถนัดอะไร ควรส่งเสริมหรือสอนเรื่องอะไรถึงจะได้ผล
ตอนแรกผมก็สงสัยมากๆ ว่าจะมีศาสตร์อะไรที่มาเป็นตัวช่วยของพ่อแม่มือใหม่ได้มั้ย
รวมถึงตัวผมเองด้วยซ้ำที่ยังไม่รู้เลยว่าแท้จริงแล้วเราถนัดอะไร หรือไม่ถนัดอะไรบ้าง เดากันไปวันๆ
จนกระทั่งได้รู้จักศาสตร์ของการดูลายนิ้วมือจากรุ่นพี่ที่ผมเคารพนับถือ

ผมได้รับเชิญไปดูลายนิ้วมือโดยที่ตอนแรกไม่ค่อยรู้ว่า การดูลายนิ้วมือ จะช่วยอะไรได้
แต่เมื่อได้เจอโค้ชโอ๊ต จาก The FingerPrint Coach ทำให้ผมเข้าใจในเรื่องตรวจวิเคราะห์ลายนิ้วมือมากขึ้น
โค้ชโอ๊ตเล่าให้ผมฟังว่า ลายนิ้วมือถือพัฒนามาพร้อมๆ กับสมองตั้งแต่เรากำเนิด
โดยเส้นลายนิ้วมือของเรานั้นจะสัมพันธ์กับศักยภาพ สติปัญญา พฤติกรรมของเราอย่างแท้จริง
โค้ชโอ๊ตใช้เวลาเกือบ 4 ชั่วโมงอ่านผลการวิเคราะห์ลายมือของผม
พร้อมให้คำแนะนำที่ไม่เคยฟังจากที่ไหนมาก่อน และผมคิดว่าคุ้มค่ามากที่ได้เจอโค้ชโอ๊ต
(วันนั้นไปถึงออฟฟิศ The FingerPrint Coach ประมาณ 3 ทุ่ม
โค้ชโอ๊ตให้เวลาผมอย่างเต็มที่จนผมแทบลืมเวลา เผลออีกทีก็คุยกันจนถึงตี 1 เลยครับ)

ผมขอแชร์ส่วนหนึ่งของผลการวิเคราะห์ที่ไม่เคยเปิดเผยที่ไหนให้เพื่อนๆ ลองอ่านดูนะครับ
– ผมคือ Perfectionist หรือคนที่ยึดถือความสมบูรณ์แบบเป็นหลัก
ผมนึกย้อนถึงเรื่องราวต่างๆ ในชีวิต โดยเฉพาะเรื่องที่เกิดขึ้นในวัยเรียน
ตั้งแต่ผมจำความได้ผมสอบได้ที่ 1 ของห้องตั้งแต่ป.1 
ถึงชั้น ม.6 ผมก็ยังสอบได้คะแนนดี มีลำดับเป็นลำดับต้นๆ ของระดับชั้น
Perfectionist ทำให้ผมรู้สึกต้องแข่งขัน
จะทำอะไรก็ทำต้องทำให้ดีที่สุดเสมอ
จริงๆ สิ่งนี้มันก็ดีอยู่นะครับ แต่ในทางกลับกันผมต้องแบกรับกับความเครียดบางอย่างที่อยู่ในใจมาตลอด
คือ “ความกลัวว่าจะดีไม่พอ” เพราะเกิดจากการเปรียบเทียบกับคนอื่น
ถ้าผมสอบไม่ได้ที่ 1 ผมจะรู้สึกผิดขึ้นมาทันที ผิดต่อพ่อแม่
(ทั้งๆ ที่พ่อแม่ไม่ได้คาดหวังให้เราต้องเก่งขนาดนั้น)

พอผมได้ย้อนคิดเรื่องราวแบบนี้ ทำให้เข้าใจตัวเองว่า
นี่คือสิ่งที่ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด ไม่ได้ผิดที่จะเป็นแบบนี้นะ
แต่ต้องเข้าใจ แล้วรู้จักพัฒนาจุดด้อยให้ดีขึ้น สิ่งเสริมจุดเด่นให้เป็นรูปธรรม

สุดท้ายโค้ชโอ๊ตก็ได้ให้คำแนะนำที่ดีมากๆ สำหรับผมในวันนั้นคือ
“ควรฝึกสติ ฝึกสมาธิ ให้เยอะกว่าคนอื่น”
“ยอมรับสภาพความเป็นจริง และรู้จักปล่อยวางบ้าง”
“ไม่ต้องเอาชนะไปเสียทุกอย่าง เพราะจะทำให้หนักใจ”

นอกจากจะได้ฟังบทวิเคราะห์ลายนิ้วมือของอย่างละเอียดแล้ว
การมาดูลายนิ้วมือกับโค้ชโอ๊ต FingerPrint Coach
ทำให้ผมได้คำตอบของชีวิตหลายอย่าง นี่สินะคือประโยชน์ของการดูลายนิ้วมือของที่นี่

(ถ่ายรูปคู่กับโค้ชโอ๊ตครับ โค้ชโอ๊ตเต็มที่มากๆ กับการพูดคุยและตั้งคำถามกับผม รู้ตัวอีกทีก็ตี 1 แล้ว)

“รู้จักตัวเอง เข้าใจศักยภาพ ทราบว่าอะไรควรส่งเสริม เพื่อเพิ่มความก้าวหน้าให้ชีวิต”
ถ้าอยากรู้จักตัวเอง อยากรู้ว่าเราโดดเด่นด้านไหน
อยากให้เข้าไปเจอโค้ชโอ๊ตสักครั้งในชีวิตครับ

เพื่อนๆ ท่านไหนสนใจลองคุยสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อสแกนลายนิ้วมือ
พร้อมวิเคราะห์อัจฉริยภาพที่ซ่อนอยู่ได้ที่นี่เลยครับ The Fingerprint Coach

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *