bake cheese tart

[BAKE CHEESE TART] ไอเดียที่ได้จากความบังเอิญ “เส้นทางชีวิต กว่าจะมาเป็นแบรนด์ขนมญี่ปุ่นที่ทุกคนต้องมาต่อคิวซื้อ”

แบรนด์ขนมส่วนใหญ่ในญี่ปุ่นจะปั้นให้ดังติดตลาด จะต้องใช้ “ปาติซิเย่” ชื่อดังมาทำขนมให้ที่ร้าน
แต่ที่นี่ไม่ต้องมีปาติซิเย่ แล้วสามารถใช้เวลาสั้นๆ เพียงแค่ 2 ปีก็สามารถปั้นแบรนด์ Bake Cheese Tart ให้ดังพลุแตกได้
จนตอนนี้ถ้าจะกินต้องไปยืนรอต่อคิวหางยาวถึงจะได้กินกัน
ต่อไปนี้ผมจะเล่าให้ฟังว่าเส้นทางชีวิต กว่าที่จะมาเป็นแบรนด์ขนมชื่อดังในญี่ปุ่นได้
มันเกิดอะไรขึ้นระหว่างทาง ค่อยๆ อ่านไปพร้อมๆ กันครับ

ตัวละครของเรื่องนี้คือ “คุณนะกะนุมะ ชินทาโร่” ประธานบริษัทหนุ่มวัย 30 ปี
แกเกิดมาในครอบครัวของร้านขนมดังในฮอกไกโดชื่อว่า KINOTOYAnaganuma_fam
คนขวาคือคุณพ่อ คุณพ่อของชินทาโร่ คือผู้บริหารร้านขนมชื่อดัง KINOTAYA ครับ
photo credit : http://old.bake-jp.com//magazine/wp-content/uploads/2016/04/naganuma_fam.png

kinotoya
photo credit : http://www.tsukurubear.com/point/kinotoya/

แกรู้ตัวมาตลอดว่าโตมาต้องสืบทอดกิจการของพ่อ ตอนเรียนจบจึงเลือกเข้าบริษัท MARUBENI
บริษัทนำเข้าส่งออกที่มีโอกาสได้คลุกคลีกับวงการขนม และชินทาโร่รับผิดชอบนำเข้าแบรนด์ลูกกวาดจากอังกฤษ
และแบรนด์เบียร์จากเกาหลีใต้เข้ามาขายในซุปเปอร์มาร์เก็ตประเทศญี่ปุ่น

ในขณะนั้นมีกลุ่มการเงินใหญ่ของฮ่องกงเข้ามาติดต่อจะเอาแบรนด์ KINOTOYA ไปทำตลาดในเซี่ยงไฮ้ประเทศจีน
ชินทาโร่เห็นเป็นโอกาสจึงลาออกจากบริษัท MARUBENI เพื่ออาสามาช่วยทำโปรเจคนี้ให้ที่บ้าน
แต่สุดท้ายโปรเจคก็พับไปเพราะกลุ่มการเงินใหญ่ของฮ่องกงนั้นผิดหวังเมื่อรู้ว่าชินทาโร่ทำขนมไม่เป็น
…ทั้งๆ ที่เป็นลูกเจ้าของแบรนด์แท้ๆ

เอ้าแล้วทำไงดีล่ะทีนี้?

ชินทาโร่จึงตัดสินใจเข้าทำงานในบริษัท KINOTOYA ของที่บ้าน
ตั้งมั่นว่าจะเริ่มต้นใหม่ตั้งแต่ 1 อีกครั้ง เขาจึงได้รับมอบหมายจากพ่อให้ไปเป็นผู้จัดการร้าน KINOTOYA สาขา 2
(ตอนนั้นคอนเสปของร้านนี้ไม่ได้ขายสินค้าของ KINOTOYA เลยแต่จะขายผลิตภัณฑ์นมเช่น ชีสเค้กแช่เย็น)
และตั้งอยู่ในสนามบินชินชิโตเสะ ภูมิภาคฮอกไกโด ตอนที่ชินทาโร่เข้าไปที่ร้านวันแรกของขายแทบไม่ได้
ขายทั้งวันมีรายได้แค่ 50,000 เยน (15,000 บาท) ซึ่งน้อยมากสำหรับกิจการ
…ชินทาโร่จึงทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะเพิ่มยอดขายด้วยการยื่นให้ลูกค้าได้ลองชิมรสชาติขนม

bake cheese tart
photo credit: http://trendy.nikkeibp.co.jp/article/pickup/20140507/1057362/

ตอนนั้นหนึ่งไอเดียที่ชินทาโร่นึกได้คือ จะดีกว่ามั้ยถ้าลองถามพนักงานในร้านตาม 3 คำถามนี้
1. “ชอบสินค้าชิ้นไหน? ”
2. “อยากจะแนะนำสินค้าอะไรให้ลูกค้า?”
3. “ถ้าเป็นคุณ คุณจะซื้ออะไร”
คำตอบส่วนใหญ่ที่ได้จากพนักงานร้านคือ Cheese Tart แช่เย็นขนาดใหญ่ที่วางอยู่ในตู้โชว์
เมื่อรู้ดังนั้น ชินทาโร่จึงเลือกโฟกัสไปที่สินค้าชิ้นนี้
แล้วครุ่นคิดว่า จะทำอย่างไรถึงจะเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าชิ้นนี้ได้

ชินทาโร่คิดแล้วคิดอีก ว่าทำอย่างไรถึงจะเพิ่มยอดขายได้ด้วย Cheese Tart
จนกระทั่งได้มีโอกาสไปออกบูธสินค้าฮอกไกโดที่สิงคโปร์ในนามของผู้จัดการร้าน KINOTOYA
เขาเลือกเอา Cheese Tart อบร้อนๆ เป็นสินค้าหลักในการนำเสนอแก่ผู้เข้าชมบูธ
ตอนนั้นแม้จะอบชีสทาร์ตออกมาใหม่ๆ ก็จริงแต่ก็จะถูกบรรจุลงใน packaging ทันที
ทำให้ลูกค้าไม่เห็นว่ามันอบใหม่ๆ อย่างไร
ซึ่งตอนที่อบขายในสิงคโปร์ก็ได้ผลลัพธ์คล้ายๆ กับญี่ปุ่นคือขายได้ไม่ดีครับ

ทันใดนั้นเอง ขณะกำลังออกบูธอยู่มีเรื่องบังเอิญเกิดขึ้น!!
ปรากฎว่ากล่องใส่ขนมที่เตรียมเอาไว้หมดกระทันหัน ทางร้านเลยจำเป็นต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
ด้วยการวางชีสทาร์ตที่อบใหม่ๆ เรียงกันไว้ยังไม่ใส่กล่อง
เมื่อลูกค้าได้เห็นหน้าตา พร้อมกลิ่นหอมฟุ้งของชีสทาร์ตอบใหม่ มันกลับกลายเป็นสิ่งดึงดูดลูกค้า
ทำให้มีลูกค้าเป็นจำนวนมากเรียงแถวเพื่อซื้อกินกันและขายหมดในระยะเวลาไม่นาน
bake cheese tart

ชินทาโร่ GET ไอเดียนี้จึงกลับไปใช้กับสาขาที่ฮอกไกโดบ้าง ลงทุนเงิน 100,000 เยนเพื่อปรับปรุงร้าน
และเรียงชีสทาร์ตให้ลูกค้าได้เห็น ได้สัมผัสกับกลิ่นที่ลอยล่องอยู่ในอากาศ หลังจากนั้นไม่นานรายการทีวีก็เริ่มสนใจ
ถ่ายสาขาที่ชินทาโร่เป็นผู้จัดการอยู่ไปออกอากาศ ทำให้มีลูกค้าเพิ่มขึ้นเร็วมากจนบางวันสามารถขายได้ถึงหลายพันชิ้น
แล้วเท่านั้นไม่พอชินทาโร่ยังได้ลองผิดลองถูกพัฒนารูปแบบของ Bake Cheese Tart อีกตามเสียงเรียกร้องของลูกค้า
จนทำให้สาขาสนามบินชินชิโตเสะ จากที่ช่วงแรกขายได้แค่ 50 ชิ้นต่อวันขยายตัวมากกว่า 30 เท่า !!
จนขายได้มากกว่า 1,500 ชิ้นต่อวัน โดยใช้เวลาเพียงแค่ 8 เดือนเท่านั้นก็สามารถสร้างยอดได้ประมาณนี้

หลังจากนั้นชินทาโร่อยากเพิ่มความเร็วในการขยับขยายธุรกิจ ในปี 2013 จึงได้ไปตั้งบริษัทเปิดออฟฟิศใหม่
ในกรุงโตเกียวโดยเฉพาะเพื่อเอาไว้ดูแลแบรนด์ และก็ผุดเป็นสาขาใหม่ในย่านชินจุกุ (Shinjuku Lumine EST)
ในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2014 ประสบความสำเร็จทำยอดทะลุ 100 ล้านเยน

แล้วก็ผุดอีกหลายสาขาโดยเฉพาะที่ดังมากๆ คือ สาขา Jiyugaoka ที่เป็นร้านขึ้นชื่อของ Bake Cheese Tart
เนื่องจากบรรยากาศดี และมีคนมาเข้าคิวยาวให้เห็นอยู่บ่อยๆ ครับ
bake cheese tart noon
อันนี้ยังหัววันอยู่
bake cheese tart
อันนี้เป็นช่วงกลางคืน
photo cr: http://blog-imgs-95.fc2.com/t/r/i/tripledboss/
foodpic6960735_convert_20160506231554.jpg

คุณชินทาโร่ทิ้งท้ายว่าร้านขนมไม่จำเป็นต้องจ้างปาติซิเย่ชื่อดังมายืนทำขนมให้
แต่ร้านขนมที่ดีนั้นขอให้มีเพียงแค่ 3 ข้อนี้ คือ

1. การปรับปรุงพัฒนา operation ในการทำขนมให้ดีขึ้นอยู่ตลอด
2. การคัดสรรวัตถุดิบให้ยอดเยี่ยมอยู่เสมอ
และสุดท้าย 3.ยอมจ่ายเวลาเพื่อให้ได้ขนมที่ดีที่สุด
 นี่คือเคล็ดลับการทำขนมไม่ว่าที่ไหนถ้ายึดหลักนี้ได้ก็จะทำให้ขนมที่ทำออกมาอร่อยที่สุดครับ

ถ้าใครทำธุรกิจขนมก็ลองเอาไปปรับใช้กันนะครับ

ตอนนี้ร้าน Bake Cheese Tart ได้เข้ามาเปิดสาขาในประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
มีอยู่ 4 สาขาที่ Emquartier ชั้น G , CentralWorld ชั้น7,
สนามบินดอนเมือง terminal2และSiam Center ชั้น2

โดยยังคงยึดมั่นกับ concept วัตถุดิบ และPackaging นำเข้า 100% จากฮอกไกโด
ซื้อกินที่ไทย เท่ากับได้กินอยู่ในประเทศญี่ปุ่น
ผมแนะนำว่า Bake Cheese Tart ต้องไปต่อคิว ทานใหม่ๆ ร้อนๆ ถึงจะอร่อยที่สุดครับ

Boom JapanSalaryman
(ไม่ได้รักการกิน แต่มีความสุขทุกครั้งที่ได้กินของอร่อยหลังทำงานเหนื่อยๆ)
Credit บทความ https://amater.as/founder-interview/maker-bake/

แถมเคล็ดลับการกินที่ได้มาจากเว็บญี่ปุ่น
1. ทานได้ในแบบเย็น เพียงแค่เอาใส่ไว้ในตู้เย็น จะได้เนื้อมูสชีสที่ละเอียด และง่ำขอบทาร์ตได้แบบกรอบๆ
2. ทานแบบร้อนๆ เพียงเอาไปใส่ลงเตาอบ จะได้ชีสเยิ้มๆ และเพิ่มความกรอบ
3. แบบแช่แข็ง อันนี้สำหรับคนที่ชอบทานอีกรูปแบบพิเศษ เพราะbake cheese tart จะกลายเป็นไอศกรีมชีสครับ

อ่านถึงตรงนี้นี่ เริ่มหิวกันหรือยังครับ? อิอิ
bake cheese tart

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *